การไล่เป็นลักษณะการเล่นอย่างหนึ่งของหมากรุกไทย เป็นการใช้อำนาจของหมากฝ่ายที่เป็นต่อ บีบบังคับ และ โจมตีขุนของอีกฝ่ายหนึ่ง จุดมุ่งหมายคือ เพื่อการรุก จน เนื่องจากเป็นการเล่น ในช่วงปลายกระดาน ดังนั้นจึงมี ความสำคัญมาก เพราะผลจากการไล่ จะทำให้ทราบว่า การเล่นกระดานนั้น ๆ จบลงอย่างไร ถ้าผู้เล่น ไล่ไม่เป็น หรือไล่ฝิดวิธี กฎเกณฑ์การนับ ก็อาจทำให้การเป็นต่อ ได้รับผลเพียงแค่เสมอกัน แทนที่จะเป็นฝ่าย ได้รับชัยชนะ ผู้ที่เล่นหมากรุกไทย จึงควรทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับ การไล่ ให้ถูกต้อง และมากที่สุด
หมากรุกไทย นอกจากจะเป็นเกมกีฬาแล้ว ในอีกแง่มุม หนึ่ง สามารถจัดเป็นวิทยาศาสตร์ได้ด้วย เพราะมีการวาง กฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ ไว้อย่างรัดกุม เช่น คุณสมบัติ การเดิน ของหมากแต่ละตัว และเกณฑ์การตัดสินเป็นต้น ดังนั้น จึงอาจใช้การตั้งสมมุติฐานและการวิเคราะห์เข้ามาช่วยในการศึกษา รวมถึงการตั้งกฎหรือทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อ ประโยชน์ด้านวิชาการของกีฬาหมากรุกไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ปัญหาอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไล่สำหรับผู้ที่เริ่มเล่นกีฬานี้คือการไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าหมากที่เหลืออยู่ จะไล่จนได้ หรือไม่ซึ่งถ้ากำลังหมากมีไม่พอที่จะเอาชนะได้ การเล่นต่อ ก็เป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น จึงอาจตั้ง เป็นทฤษฎีเพื่อให้ทราบว่า จะต้องมีกำลังหมากน้อยที่สุดเท่าใดจึงจะไล่จน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เล่นพิจารณาได้ว่า ควรจะ ไล่หรือไม่
ทฤษฎีการไล่จน และไม่จน
ทฤษฎีนี้ ใช้พิจารณาสำหรับการไล่ กรณีที่ฝ่านหนี เหลือขุน เพียงตัวเดียว เพื่อให้ทราบว่า กำลังหมาก ที่มีอยู่ ของฝ่ายใล่จะสามารถทำจนได้หรือไม่
เนื่องจากการไล่ เป็นการใช้อำนาจการกินของหมาก ฝ่ายไล่บีบตาเดินและคุกคามที่จะกินขุนคู่ต่อสู้ จนกระทั่ง ไม่มีทางหนีดังนั้นการจะรุกจนได้หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับ อำนาจการกินของหมากทั้งหมดที่ฝ่ายไล่ มีอยู่ว่ามีเท่าใด ถ้ามีน้อย การบีบบังคับทำได้ยากโอกาสที่จะไล่จน ก็น้อย ลงไป อำนาจการกินรวมถ้ายิ่งมีมาก การไล่จะทำได้ง่าย โอกาสรุกจนก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
อำนาจการกินของหมากจะนำมาพิจารณาเฉพาะ ตาที่ใช้ ในการบับบังคับขุนฝ่ายหนี อำนาจการกินส่วนเกิน จะตัด ทิ้งไป เช่น
ม้า มีตากิน ๘ ตา แต่อำนาจดังกล่าวกระจายออกไป ตากินที่ใช้ในการบีบขุนคู่ต่อสู้แต่ละครั้ง มีไม่เกิน ๒ ตา ม้าจึงมีความสำคัญหรืออำนาจในการไล่น้อยกว่าโคน ที่แม้จะมีตากินรวมน้อยกว่า แต่อาจใช้ ประโยชน์เพื่อ การไล่ จากตากินด้านหน้าได้มากถึง ๓ ตา
เบี้ย จะถูกนำมาพิจารณาเฉพาะเบี้ยหงายเท่านั้น เพราะเป็นสถานะที่หมากตัวนี้มีอำนาจได้สูงสุด
โคน ๑ ตัว อำนาจการไล่ มีค่าเท่ากับเบี้ยเทียม ๑ คู่ แม้ตากินรวมของโคนจะมีน้อยกว่าก็ตาม แต่อำนาจสำหรับ การบีบ หรือรุกจน มีเท่าเทียมกัน เช่น โคน ๑ ตัวกับเบี้ย ๑ ตัว จะสามารถไล่จนรุกจนได้ เช่นเดียวกับเบี้ยเทียม ๓ ตัว เป็นต้น ดังนั้นจึงกำหนดให้ใช้เบี้ยเทียม ๒ ตัวแทนโคน ๑ ตัว ในกรณีที่ฝ่ายใล่มีโคน เพื่อให้ผลที่ได้เป็นไป ตามทฤษฎีนี้ สำหรับเหตุผลนั้น ดูในภาคขยายเพิ่มเติม
จากกระดานหมากรุก ที่มีจำนวนตาในแนวตั้งและแนวนอนด้านละ ๘ ตา (รวม ๖๔ ตา) การพิจารณาตามทฤษฎีนี้ จะใช้ตาในแนวตั้ง ๒ แถว (๑๖ ตา) คือ แถวที่ ๑ และ ๒ ตามรูป

ขั้นแรก นำขุนของฝ่ายไล่ (ในที่นี้ให้เป็นฝ่ายขาว) วางไว้บนตาแรกของแถวที่ ๑ ซึ่งจะมีตากินรวม ๓ ตา

จากนั้น นำหมากที่ฝ่ายไล่มีอยู่ทั้งหมด มาวางไว้บนแถวเดียวกับขุน คือแถวที่ ๑ โดยจัดให้ตากินให้มากที่สุด สำหรับเบี้ย จะต้องวางตามสภาพที่เป็นจริง คือ ถ้าเป็นเบี้ยเทียมก็วางชิดกันได้ แต่ถ้าเป็นเบี้ยผูก จะต้องวางห่าง ในลักษณะเว้นตาเสมอ
เมื่อวางหมากทุกตัวของฝ่ายไล่เสร็จแล้ว ให้นับตากินทั้งหมดว่ามีเท่าไร จำนวนตากินรวมที่เกิดขึ้น จะทำให้ ทราบว่าสามารถรุกจนได้หรือไม่ ดังนี้
๑. ตากินรวมน้อยกว่า ๗ ตา จะไม่สามารถรุกจนได้เลย
ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม ได้แก่การเหลือ ม้า ๑ ตัว หรือเบี้ย ๑ ตัว หรือเบี้ยผูก ๒ ตัว
ขุน - ม้า

ขุน - เบี้ย

ขุน - เบี้ยผูก ๒ (หรือ ๓) ตัว

สำหรับโคนตัวเดียว
ที่แม้จะทำให้ฝ่ายไล่มีตากินรวมเพียง ๖ ตา แต่ก็ เป็นกรณียกเว้น เพราะอาจรุกจนได้
ขุน - โคน (อาจรุกจน ได้)

๒. ตากินรวมเท่ากับ ๗ ตา อาจจะรุกจนได้
ได้แก่ การมีเบี้ยเทียม ๒ ตัว หรือ ม้ากับเบี้ย หรือ ม้าคู่
ขุน - เบี้ยเทียม ๒ ตัว

ขุน - ม้า - เบี้ย

ขุน - ม้าคู่

ด้วยกำลังหมากที่มีเหล่านี้ ถ้าเลือกวางตำแหน่งในกระดานเองทั้ง ๒ ข้าง จะพบว่ามีรูปที่รุกจนได้ แต่ในการไล่ ทั่วไป ที่ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างมีอิสระในการเดิน และเลือกทางเดินที่ดีที่สุดเสมอแล้ว จะไม่สามารถรุกจน เพราะ ขุนฝ่ายหนีจะเปิดทางรอดจากการถูกบีบเว้นแต่จะหนีผิด หรือไปเข้ารูปบังคับอันเป็นผลต่อเนื่อง เช่น หลังจาก กินแลกแล้ว ตกรูปที่ถูกบีบทำจน ได้ เป็นต้น
๓. ตากินรวมมากกว่า ๗ ตา สามารถไล่จนได้อย่างแน่นอน
แม้ฝ่ายหนีจะเดินดีที่สุดเพียงใดก็ตาม ตากินรวมที่ฝ่ายไล่มีเพียงพอสำหรับการบีบบังคับและรุกจนได้เสมอ แต่มีเงื่อนไขว่าฝ่ายไล่จะต้องไล่เป็น และไม่คำนึงถึงเกณฑ์การนับ เพราะบางรูปการรุกจะทำได้เกินกว่า ศักดิ์หมากที่กำหนด
๓.๑ ตากินรวมเท่ากับ ๘ ตา
เป็นกำลังหมากน้อยที่สุดที่ฝ่ายไล่จะบีบบังคับและทำจนได้
ขุน - เบี้ยเทียม ๓ ตัว

ขุน - โคน - เบี้ย

ขุน - ม้า - เบี้ยผูก ๒ ตัว

ขุน - ม้า - เบี้ยเทียม ๒ ตัว

ขุน - ม้าคู่ - เบี้ย

การไล่ส่วนใหญ่ จะเป็นการต้อนขุนฝ่ายหนี ให้เข้าไปถูกรุกจนที่มุม หรือริมกระดานใกล้มุม ซึ่งกำลังหมาก แต่ละแบบอาจทำให้การไล่แต่ละมุมมีความยากง่ายแตกต่างกัน เช่น การไล่หลังโคน จะเหนื่อยกว่าการไล่ ด้านหน้า หรือการไล่ด้วยเบี้ย ๓ ตัว เป็นต้น
๓.๒ ตากินรวมมากกว่า ๘ ตา
จากอำนาจตากินที่มีเหลือเฟือ การไล่จนทำได้ไม่ยาก
ขุน - เรือ ๑ (หรือ ๒) ลำ

ขุน - โคนคู่

ขุน - เบี้ยเทียม ๒ คู่













