หน้าหลัก | เว็บบริการ | นานาสาระ | รายการสินค้า | งานออนไลน์ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บ

ลงโฆษณาที่นี่

ลงโฆษณา

ผู้เยี่ยมชมเว็บ theNpoor



ต้องการลงโฆษณาที่เว็บนี้
support@thenpoor.ws

หมากรุกไทย >

หลักคิดและการเริ่มขึ้นหมาก

หลักคิดการเล่นหมากรุกไทย เป็นแนวทางฝึกฝนเบื้องต้นที่อาจเป็นไปได้ กลศึกของหมากรุกมีมากมาย จะพยายามรวบรวมของผู้ต่างๆมาไว้วิเคราะห์ดูและอาจนำไปฝึกถอดหมากเพื่อความชำนาญต่อไป

การขึ้นหมากต้นกระดานที่น่าสนใจ

- การขึ้นหมากด้วยเบี้ย
- การขึ้นหมากด้วยม้า
- การขึ้นหมากด้วยโคน
- การขึ้นขุน



๑๐ หลักคิดการเล่นหมากรุก

๑. เมื่อจะลงมือเล่นข้อแรกที่ต้องศึกษาก่อน คือต้องทราบก่อนว่าหมากแต่ละตัวมีวิถีทางการเดินเป็นอย่างไรอย่าได้เดินผิดๆถูกๆเป็นอันขาดเพราะการเดินหมากแต่ละตัวไม่เหมือนกันเลย ต้องเรียนรู้การเดินหมากแต่ละตัวให้ชัดแจ้งก่อนค่อยลงมือเล่น อาจไปดูการเล่นจากซุ้มต่างๆเพื่อจะได้มองเห็นภาพชัดเร็วขึ้น

๒. เมื่อเล่นหมากรุกต้องดูหมากของตัวเองให้ทั่วทุกตัวว่าการเดินรัดกุมดีหรือไม่ มีตัวอะไรขาดการเชื่อมโยงกับตัวอื่นบ้างพยายามเดินหมากให้ทุกตัวติดพันกันในแบบลูกโซ่เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำลายได้ง่ายๆ การเดินหมากแต่ละตัวตัองให้มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดไม่จำเป็นต้องดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะกระทำอย่างไร เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายของตนรัดกุมไม่มีตัวที่ขาดการติดต่อระหว่างกันแล้วจึงค่อยพิจารณาดูหลักการฝ่ายตรงข้ามต่อไปว่าเขาดำเนินการรุกหรือรับในแนวใด จะกระทำการรบในแนวใดจึงจะได้ชัยชนะแล้วจึงดำเนินการตามแผนที่คิดไว้ในใจ

๓. ดูช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้ามที่เราจะสามารถบุกทลวงเข้าไปในแดนของเขาได้ เพราะการเล่นของทุกคนย่อมมีช่องโหว่ด้วยกันทั้งสิ้น หากมองเห็นจุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามหรือช่องโหว่ที่ใดแล้วให้รีบฉวยโอกาสกระทำการทันทีไม่ควรเสียเวลาแม้สักครั้งเดียว

๔. เมื่อฝ่ายตรงข้ามเดินหมากตัวใดและมองเห็นฝ่ายเราได้เปรียบ อย่าแสดงท่าทีผิดสังเกตให้เขารู้ตัว เพราะเมื่อเขารู้ตัวเราจะทำการไม่ถนัด เมื่อถึงคราวที่สมควรให้รีบทำการทันที

๕. ระวังการเดินหลวมตัวของฝ่ายเราเพราะจะเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำการบุกอย่างเต็มที่ เมื่อนั้นเราจะเป็นฝ่ายตั้งรับยากแก่การกู้สถานการณ์โอกาสแพ้สูง แต่การเล่นหมากรุกไทยต้องถือหลักสำคัญคือเมื่อมีรับแล้วต้องมีรุก บางครั้งเพื่อขู่ให้ฝ่ายตรงข้ามเพลาการบุก

๖. ดูวิธีการตั้งทัพของฝ่ายตรงข้ามและแนวทางที่จะทะลวงเข้าในแดนของอีกฝ่าย ทั้งนี้เราจะทราบผลเมื่อการเล่นดำเนินไปได้ไม่นาน เพราะผู้เล่นทุกคนย่อมมีช่องโหว่แก่ฝ่ายตรงข้ามทำการจนได้หากพิจารณาโดยละเอียด

๗. การฝึกหัดมากและการจดจำกระบวนการเดินหมากของนักหมากรุกต่างๆเป็นประโยชน์มาก ในการที่จะยึดเอาเป็นแบบอย่างเพื่อฝึกหัดต่อไปหากจำกระบวนหมากที่ผู้ชำนาญได้กระทำเอาไว้ เมื่อเล่นหมากรุกแล้วเข้ารูปแบบหรือใกล้เคียง ก็จะสามารถพลิกแพลงนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี

๘. ผู้เล่นต้องรู้คุณค่าของหมากเพราะหมากทุกตัวมีคุณค่าต้องใช้ให้เป็นประโยชน์จริง การเดินผิดพลาดเพียงส่วนน้อยอาจทำให้เกิดความผิดหวังพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย

๙. การนำเอาตัวหมากไปแลกแบบเสียเปรียบไม่ควรกระทำ เพราะทำให้ตัวหมากฝ่ายเราน้อยลงกว่าเดิมแนวป้องกันก็ลดลงเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำการอย่างถนัด จะตกเป็นฝ่ายตั้งรับยากแก่การกู้สถานการณ์

๑๐. การเริ่มต้นย่อมนำมาซึ่งการได้เปรียบเสียเปรียบ การขึ้นหมากดีเดินหมากตอนเริ่มต้นกระดานมีความสำคัญ ขึ้นต้นดีย่อมมีแนวทางที่จะได้ชัยชนะมากกว่า




การเริ่มต้นกระดานการขึ้นเบี้ย

๑. การขึ้นเบี้ยข้างกระดานทั้งสองข้าง เรียกว่า "กระแตแยกเขี้ยว"

ผลที่ได้รับคือ หากฝ่ายดำเผลอตัวไม่ได้ผูกเรือดำ-ญ๘ ไว้ มักต้องเสียเรือให้ฝ่ายตรงข้าม เพราะเบี้ยขาว - ญ๔ กินเบี้ยดำ - ช๕ หากใช้เบี้ยดำ - ญ๖ กินลงมาจะทำให้เรือฝ่ายดำขาดทันที เรือขาว - ญ๑ จะกินเรือดำ - ญ๘ ได้อย่างสะดวก จะทำให้ฝ่ายดำต้องเสียเปรียบ

กระแตแยกเขี้ยว

แต่หมากเช่นนี้ไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ เบี้ยขาว ก๔ และ ญ๔ มักจะขาดได้ง่ายต้องหาหมากอื่นมาผูกอีกต่อหนึ่ง เป็นการเสียเปรียบอยู่บ้าง ทำให้หมากติดทำการรบได้ไม่เต็มที่เท่ากับเป็นการต่อให้อีกฝ่าย

๒. การตั้งรับเบี้ย โดยให้ฝ่ายหลวมตัวกระทำการเข้ามา

ปล่อยให้ฝ่ายขาวกระทำไปจนถึงเบี้ยขาว - ญ๕ และต้องขึ้นเบี้ยข้างกระดาน คือเบี้ยขาว - ช๓ ไป ช๔ ด้วย ฝ่ายตั้งรับคือฝ่ายดำจะอยู่ในแนวเฉยๆ แต่เลือกเบี้ยดำ - ฉ๖ ไป ฉ๕ และเบี้ยดำ - ค๖ กับ ง๖ ไป ค๕ กับ ง๕ ตามลำดับ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า "สิงห์โตล่อแก้ว"

สิงห์โตล่อแก้ว

จะเห็นได้ว่าเบี้ยขาว - ญ๕ จะกินเบี้ยดำ - ช๖ หรือเบี้ยขาว - ช๔ จะกินเบี้ยดำ - ฉ๕ ได้ทั้งสองแห่ง หากเกิดการทำลายกันฝ่ายขาวเป็นผู้กระทำก่อนทางฝ่ายดำจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะเมื่อเบี้ยขาว - ญ๕ กินเบี้ยดำ - ช๖ จะทำให้เบี้ยดำ - ญ๖ ลอยทันที ทั้งม้าและเรือดำข้างหลัง ก็จะเจอปัญหาไปด้วยทันที ในทางกลับกันเบี้ยดำเริ่มกระทำก่อน เบี้ยดำ - ช๖ กินเบี้ยขาว - ญ๕ ทำให้เบี้ยขาว - ช๔ ต้องกินเบี้ยดำ - ญ๕ แทนที่ และจะกลายเป็นหมากลอยอยู่ ต้องเดือดร้อนหาหมากตัวอื่นเข้ามาผูกป้องกันโดยเฉพาะ

๓. การขึ้นเบี้ยสูง

เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายขาวแทงเบี้ยขาว - จ๓ เดินไปถึง จ๕ ฝ่ายดำจะมีเบี้ยรับอยู่ที่ ฉ๖ และมีเม็ดดำ - ง๖ กรณีเช่นนี้จะทำให้ฝ่ายดำอยู่ในสภาพที่อึดอัด ยากแก่การดำเนินการรบได้เต็มที่ เพราะต้องระวังทั้งเม็ดและเบี้ยที่อาจเสียให้ฝ่ายตรงข้าม แม้ฝ่ายขาวไม่กินก็ยังได้เปรียบทางหมากที่คุมเชิงอยู่สูง หมากฝ่ายดำตัวอื่นๆจะเดินได้ลำบากทุกตัว เมื่อเริ่มกระดานให้ระวังหมากเบี้ยสูงนี้ให้ดีอาจส่งผลแพ้ได้ง่ายๆ

การขึ้นเบี้ยสูง

หมากลักษณะนี้ หากฝ่ายขาวมีความสุขุมรอบคอบเพียงพอจะไม่กล้าทำลายฝ่ายดำก่อน เพราะกระบวนหมากนี้เป็นฝ่ายได้เปรียบแน่นอน หากกินเบี้ยเสียแล้วโคนฝ่ายดำจะเดินเข้าแทนที่ ฉ๖ ทันที หรืออีกลักษณะคือถูกบังคับ โดยมีม้าที่ประจำอยู่ ง๗ ตัวหนึ่ง ม้าดำขวาอีกตัวย้ายตัวเองจาก จ๗ ไป ค๖ หรือ ช๖ เบี้ยขาว - จ๕ จะไม่มีความหมายทันทีต้องกินเม็ดหรือเบี้ย แม้จะมีตัวผูกคือเบี้ยขาว - ง๔ และ ฉ๔ รวมทั้งม้าขาว - ฉ๓ แต่ก็มีกำลังพลน้อยกว่าฝ่ายดำ จึงจำต้องชิงจังหวะกินตัวใดๆก่อนที่ฝ่ายดำจะเริ่มกระทำ




การเริ่มต้นกระดานของโคน

โคนทำหน้าที่เป็นเสมือนนายทัพนายกองบงการการรบรองมาจากขุน ดังนั้นการเดินของโคนต้องพยายามหาทางปลอดที่สุด ให้โคนมีโอกาสเข้าไปก่อกวนฝ่ายตรงข้ามได้มากที่สุด แม้ฝ่ายตรงข้ามจะขึ้นเบี้ยสูงจนเม็ดต้องถูกฝ่ายตรงข้ามทำท่าจะกินเอาตามแบบการเดินเบี้ยสูง โคนจะทำหน้าที่คุ้มกันเม็ดอีกต่อหนึ่ง โดยวางไว้ที่ ค๗ และ ฉ๗ ตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัว นอกจากนี้เบี้ยดำ - ช๖ อาจขยับไป ช๕ เพื่อเปิดทางให้โคนยืนแทนหรือแทรกไปที่ ฉ๕ ในเวลาต่อมา เพื่อเป็นการคืบหน้า หากฝ่ายขาวมีจุดโหว่ที่ จ๔ ทางหนึ่งและถ้าทิ่มเบี้ยดำ - ญ๖ ไป ญ๕ แล้ว จะเป็นการป้องกันไม่ให้เบี้ยขาว - ช๓ กระเถิบขึ้นมาแทงโคนยามเมื่อฝ่ายดำจะวางโคนที่ ฉ๖

ทางเดินของโคน



การเริ่มต้นกระดานทางของม้า

การเริ่มต้นเดินของม้ามี ๓ ลักษณะ

๑. ม้าเทียมรถ

เป็นการเดินโดยกำหนดให้ม้าทั้งคู่มาอยู่เคียงกัน ที่ม้าดำ - ข๘ ไป ง๗ และม้าดำ - ช๘ ไป จ๗ และม้าดำ - จ๗ อาจเดินต่อเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้ามที่ ค๖ เป็นการป้องกันการทิ่มของเม็ดขาวได้เป็นอย่างดี ถ้าม้าดำ - จ๗ ขึ้นมาวางที่ ค๖ เรียกว่า "ม้าถ่างแดก"

ม้าเทียมรถ

๒. ม้าผูก

เริ่มจากขึ้นด้วยม้าดำ - ข๒ ไป ค๖ และม้าดำ-ช๘ ไป จ๗ เป็นการผูกประสานกันระหว่างม้าทั้งสอง การขึ้นเช่นนี้ทำให้มีโอกาสทำการได้เต็มที่เมื่อได้ทาง เพราะม้าดำ - ค๖ อาจป้องกันเบี้ยขาว - ก๓ ที่จะมา ก๕ ทำให้เรือดำ - ก๘ เดินได้ไม่ถนัด ฝ่ายดำจะทำการไม่เต็มที่ เพราะต้องระวังเบี้ยดำ - ก๖ หากม้าดำยืนแบบนี้ เบี้ยขาว - ข๓ จะขึ้นมาที่ ข๔ เพื่อสนับสนุนเบี้ยขาว - ก๕ ไม่ได้ เพราะอาจเสียเปรียบเมื่อทำลายกัน

ม้าผูก

๓. ม้าขโมย

เกิดขึ้นเมื่อม้าดำ - ข๘ ไป ง๗ , ฝ่ายเบี้ยขาว - จ๓ ไป จ๔ , เบี้ยดำ - ง๖ ไป ง๕ , เบี้ยขาว - ฉ๓ ไป ฉ๔ เมื่อเอาม้าดำไปวางที่ ค๕ จะเข้า ๒ ลักษณะ คือม้าดำกินสองเบี้ยขาว - จ๔ หรือกินเบี้ยขาว - ข๓ แล้วคร่อมเรือกับโคนเอาไว้

ในกรณีเช่นนี้ส่วนใหญ่ฝ่ายขาวจะเอาเบี้ยขาว - จ๔ กินเบี้ยดำ - ง๕ แล้วกินเบี้ยดำ - จ๖ ต่อ เพื่อเป็นเบี้ยหงาย แล้วขยับเบี้ยขาว - ฉ๔ ไป ฉ๕ เพื่อผูกรักษากันไว้ปล่อยให้ม้าดำ - ค๕ กินเบี้ยขาว-ข๓ แล้วกินเรือขาว - ก๑ ต่อไป จากนั้นฝ่ายขาวจึงเดินโคนขาว - ค๑ ไป ข๒ ม้าดำก็หมดฤทธิ์ทันที

กระบวนนี้หมากขาวจะได้เบี้ยหงายทดแทนการสูญเสียเรือ และเบี้ยหงายจะทำหน้าที่รับการบุก ของเรือและหมากอื่นๆฝ่ายดำได้เช่นกัน

ม้าขโมย



การเริ่มต้นกระดานทางของเรือ

ในตอนต้นกระดานเรือจะยังไม่มีบทบาทเท่าไรนัก แต่นักเล่นหมากรุกไทยส่วนใหญ่ มักจะเดินในแนวเดียวกันคือ ไม่ว่าขุนฝ่ายตรงข้ามจะตั้งอยู่ที่ไหนมักเอาเรือไปกดตรงกับที่ขุนอีกฝ่ายวางอยู่เสมอ เพราะหากว่ามีการกดหน้าขุนไว้เช่นนี้ฝ่ายตรงข้ามต้องระวัง เพราะเม็ดหรือม้าที่อยู่หน้าขุนป้องกันไม่ให้ถูกรุกนั้น ไม่สามารถจะทำการกับเรือฝ่ายตรงข้ามได้เลย ไม่ว่ากรณีใดๆนักเล่นหมากรุกที่เก่งๆ เคยแพ้ฝ่ายตรงข้ามเพราะเรือกดหน้าขุนนี่เอง

ทางเดินของเรือ



การเริ่มต้นกระดานทางของขุน

ระยะแรกของการขึ้นหมาก ขุนกับเม็ดหรือโคน ต้องทำหน้าที่เกี่ยวพันกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะเม็ดทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของขุน โคนทำหน้าที่แม่ทัพป้องกันรักษาขุนไม่ให้เข้าตาจน และหาช่องเจาะโจมตีฝ่ายตรงข้าม ขุนจึงมีแนวทางเดินตอนเริ่มต้น ๒ แบบ

๑. ขุนอยู่ใต้เม็ด

กรณีนี้ขุนจะอยู่กลางกระดานใต้เม็ดอีกที ความดีของการขึ้นแบบนี้คือ ขุนสามารถบงการรบได้ทุกแนวทาง เพราะตั้งอยู่ตรงกลางกระดาน โดยมีม้าโคนและเม็ดทำการปกปักษ์รักษาขุนอีกต่อ แต่ไม่เป็นการดีหากฝ่ายตรงข้ามเอาเรือมากดหน้าขุนไว้ และพยายามทำลายบริเวณทางเดินหน้าขุน จนกลายเป็นช่องโหว่ เมื่อขุนอยู่ตากดของเรือหรือถูกเรือกดมักเสียเปรียบฝ่ายตรงข้าม

ขุนใต้เม็ด

๒. ขุนอยู่ทางด้านขวาของกระดาน

อย่างที่รู้ว่าขุนต้องตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของเม็ด เมื่อเวลาขึ้นหมากขุนจะต้องเอียงไปทางขวา มักอยู่ที่ ฉ๗ โดยมีโคน - ช๗ ประกบและป้องกันรักษาเรือไว้อีกต่อ แม้ฝ่ายตรงข้ามจะใช้หลักเดินเบี้ยแบบกระแตแยกเขี้ยว หน้าขุนจะพังไม่ได้โดยง่าย เพราะอาจยกเบี้ย-ช๖ ไป ช๕ และเรือก็ได้รับการผูกจากโคน-ช๗ ไว้ด้วยแล้ว หน้าขุนประเภทนี้ถูกทำลายลงได้ยาก กลายเป็นบ้านของขุนพักอาศัยได้เป็นอย่างดี

ขุนขวา