หมากรุกไทย > หลักคิด และ การเริ่มขึ้นหมาก

หลักคิดและการเริ่มขึ้นหมาก

 

หลักคิดการเล่นหมากรุกไทย เป็นแนวทางฝึกฝนเบื้องต้นที่อาจเป็นไปได้ กลศึกของหมากรุกมีมากมาย จะพยายามรวบรวมของผู้ต่างๆมาไว้วิเคราะห์ดูและอาจนำไปฝึกถอดหมากเพื่อความชำนาญต่อไป

 

 

การขึ้นหมากต้นกระดานที่น่าสนใจ

- การขึ้นหมากด้วยเบี้ย
- การขึ้นหมากด้วยม้า
- การขึ้นหมากด้วยโคน
- การขึ้นขุน

 

 

 

 

๑๐ หลักคิดการเล่นหมากรุก

๑. เมื่อจะลงมือเล่นข้อแรกที่ต้องศึกษาก่อน คือต้องทราบก่อนว่าหมากแต่ละตัวมีวิถีทางการเดินเป็นอย่างไรอย่าได้เดินผิดๆถูกๆเป็นอันขาดเพราะการเดินหมากแต่ละตัวไม่เหมือนกันเลย ต้องเรียนรู้การเดินหมากแต่ละตัวให้ชัดแจ้งก่อนค่อยลงมือเล่น อาจไปดูการเล่นจากซุ้มต่างๆเพื่อจะได้มองเห็นภาพชัดเร็วขึ้น

 

๒. เมื่อเล่นหมากรุกต้องดูหมากของตัวเองให้ทั่วทุกตัวว่าการเดินรัดกุมดีหรือไม่ มีตัวอะไรขาดการเชื่อมโยงกับตัวอื่นบ้างพยายามเดินหมากให้ทุกตัวติดพันกันในแบบลูกโซ่เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำลายได้ง่ายๆ การเดินหมากแต่ละตัวตัองให้มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดไม่จำเป็นต้องดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะกระทำอย่างไร เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายของตนรัดกุมไม่มีตัวที่ขาดการติดต่อระหว่างกันแล้วจึงค่อยพิจารณาดูหลักการฝ่ายตรงข้ามต่อไปว่าเขาดำเนินการรุกหรือรับในแนวใด จะกระทำการรบในแนวใดจึงจะได้ชัยชนะแล้วจึงดำเนินการตามแผนที่คิดไว้ในใจ

 

๓. ดูช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้ามที่เราจะสามารถบุกทลวงเข้าไปในแดนของเขาได้ เพราะการเล่นของทุกคนย่อมมีช่องโหว่ด้วยกันทั้งสิ้น หากมองเห็นจุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามหรือช่องโหว่ที่ใดแล้วให้รีบฉวยโอกาสกระทำการทันทีไม่ควรเสียเวลาแม้สักครั้งเดียว

 

๔. เมื่อฝ่ายตรงข้ามเดินหมากตัวใดและมองเห็นฝ่ายเราได้เปรียบ อย่าแสดงท่าทีผิดสังเกตให้เขารู้ตัว เพราะเมื่อเขารู้ตัวเราจะทำการไม่ถนัด เมื่อถึงคราวที่สมควรให้รีบทำการทันที

 

๕. ระวังการเดินหลวมตัวของฝ่ายเราเพราะจะเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำการบุกอย่างเต็มที่ เมื่อนั้นเราจะเป็นฝ่ายตั้งรับยากแก่การกู้สถานการณ์โอกาสแพ้สูง แต่การเล่นหมากรุกไทยต้องถือหลักสำคัญคือเมื่อมีรับแล้วต้องมีรุก บางครั้งเพื่อขู่ให้ฝ่ายตรงข้ามเพลาการบุก

 

๖. ดูวิธีการตั้งทัพของฝ่ายตรงข้ามและแนวทางที่จะทะลวงเข้าในแดนของอีกฝ่าย ทั้งนี้เราจะทราบผลเมื่อการเล่นดำเนินไปได้ไม่นาน เพราะผู้เล่นทุกคนย่อมมีช่องโหว่แก่ฝ่ายตรงข้ามทำการจนได้หากพิจารณาโดยละเอียด

 

๗. การฝึกหัดมากและการจดจำกระบวนการเดินหมากของนักหมากรุกต่างๆเป็นประโยชน์มาก ในการที่จะยึดเอาเป็นแบบอย่างเพื่อฝึกหัดต่อไปหากจำกระบวนหมากที่ผู้ชำนาญได้กระทำเอาไว้ เมื่อเล่นหมากรุกแล้วเข้ารูปแบบหรือใกล้เคียง ก็จะสามารถพลิกแพลงนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี

 

๘. ผู้เล่นต้องรู้คุณค่าของหมากเพราะหมากทุกตัวมีคุณค่าต้องใช้ให้เป็นประโยชน์จริง การเดินผิดพลาดเพียงส่วนน้อยอาจทำให้เกิดความผิดหวังพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย

 

๙. การนำเอาตัวหมากไปแลกแบบเสียเปรียบไม่ควรกระทำ เพราะทำให้ตัวหมากฝ่ายเราน้อยลงกว่าเดิมแนวป้องกันก็ลดลงเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำการอย่างถนัด จะตกเป็นฝ่ายตั้งรับยากแก่การกู้สถานการณ์

 

๑๐. การเริ่มต้นย่อมนำมาซึ่งการได้เปรียบเสียเปรียบ การขึ้นหมากดีเดินหมากตอนเริ่มต้นกระดานมีความสำคัญ ขึ้นต้นดีย่อมมีแนวทางที่จะได้ชัยชนะมากกว่า

 

 

การเริ่มต้นกระดานการขึ้นเบี้ย

๑. การขึ้นเบี้ยข้างกระดานทั้งสองข้าง เรียกว่า "กระแตแยกเขี้ยว"

ผลที่ได้รับคือ หากฝ่ายดำเผลอตัวไม่ได้ผูกเรือดำ-ญ๘ ไว้ มักต้องเสียเรือให้ฝ่ายตรงข้าม เพราะเบี้ยขาว - ญ๔ กินเบี้ยดำ - ช๕ หากใช้เบี้ยดำ - ญ๖ กินลงมาจะทำให้เรือฝ่ายดำขาดทันที เรือขาว - ญ๑ จะกินเรือดำ - ญ๘ ได้อย่างสะดวก จะทำให้ฝ่ายดำต้องเสียเปรียบ

 

กระแตแยกเขี้ยว

 

แต่หมากเช่นนี้ไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ เบี้ยขาว ก๔ และ ญ๔ มักจะขาดได้ง่ายต้องหาหมากอื่นมาผูกอีกต่อหนึ่ง เป็นการเสียเปรียบอยู่บ้าง ทำให้หมากติดทำการรบได้ไม่เต็มที่เท่ากับเป็นการต่อให้อีกฝ่าย

 

 

๒. การตั้งรับเบี้ย โดยให้ฝ่ายหลวมตัวกระทำการเข้ามา

ปล่อยให้ฝ่ายขาวกระทำไปจนถึงเบี้ยขาว - ญ๕ และต้องขึ้นเบี้ยข้างกระดาน คือเบี้ยขาว - ช๓ ไป ช๔ ด้วย ฝ่ายตั้งรับคือฝ่ายดำจะอยู่ในแนวเฉยๆ แต่เลือกเบี้ยดำ - ฉ๖ ไป ฉ๕ และเบี้ยดำ - ค๖ กับ ง๖ ไป ค๕ กับ ง๕ ตามลำดับ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า "สิงห์โตล่อแก้ว"

 

สิงห์โตล่อแก้ว

 

จะเห็นได้ว่าเบี้ยขาว - ญ๕ จะกินเบี้ยดำ - ช๖ หรือเบี้ยขาว - ช๔ จะกินเบี้ยดำ - ฉ๕ ได้ทั้งสองแห่ง หากเกิดการทำลายกันฝ่ายขาวเป็นผู้กระทำก่อนทางฝ่ายดำจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะเมื่อเบี้ยขาว - ญ๕ กินเบี้ยดำ - ช๖ จะทำให้เบี้ยดำ - ญ๖ ลอยทันที ทั้งม้าและเรือดำข้างหลัง ก็จะเจอปัญหาไปด้วยทันที ในทางกลับกันเบี้ยดำเริ่มกระทำก่อน เบี้ยดำ - ช๖ กินเบี้ยขาว - ญ๕ ทำให้เบี้ยขาว - ช๔ ต้องกินเบี้ยดำ - ญ๕ แทนที่ และจะกลายเป็นหมากลอยอยู่ ต้องเดือดร้อนหาหมากตัวอื่นเข้ามาผูกป้องกันโดยเฉพาะ

 

 

๓. การขึ้นเบี้ยสูง

เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายขาวแทงเบี้ยขาว - จ๓ เดินไปถึง จ๕ ฝ่ายดำจะมีเบี้ยรับอยู่ที่ ฉ๖ และมีเม็ดดำ - ง๖ กรณีเช่นนี้จะทำให้ฝ่ายดำอยู่ในสภาพที่อึดอัด ยากแก่การดำเนินการรบได้เต็มที่ เพราะต้องระวังทั้งเม็ดและเบี้ยที่อาจเสียให้ฝ่ายตรงข้าม แม้ฝ่ายขาวไม่กินก็ยังได้เปรียบทางหมากที่คุมเชิงอยู่สูง หมากฝ่ายดำตัวอื่นๆจะเดินได้ลำบากทุกตัว เมื่อเริ่มกระดานให้ระวังหมากเบี้ยสูงนี้ให้ดีอาจส่งผลแพ้ได้ง่ายๆ

 

การขึ้นเบี้ยสูง

 

หมากลักษณะนี้ หากฝ่ายขาวมีความสุขุมรอบคอบเพียงพอจะไม่กล้าทำลายฝ่ายดำก่อน เพราะกระบวนหมากนี้เป็นฝ่ายได้เปรียบแน่นอน หากกินเบี้ยเสียแล้วโคนฝ่ายดำจะเดินเข้าแทนที่ ฉ๖ ทันที หรืออีกลักษณะคือถูกบังคับ โดยมีม้าที่ประจำอยู่ ง๗ ตัวหนึ่ง ม้าดำขวาอีกตัวย้ายตัวเองจาก จ๗ ไป ค๖ หรือ ช๖ เบี้ยขาว - จ๕ จะไม่มีความหมายทันทีต้องกินเม็ดหรือเบี้ย แม้จะมีตัวผูกคือเบี้ยขาว - ง๔ และ ฉ๔ รวมทั้งม้าขาว - ฉ๓ แต่ก็มีกำลังพลน้อยกว่าฝ่ายดำ จึงจำต้องชิงจังหวะกินตัวใดๆก่อนที่ฝ่ายดำจะเริ่มกระทำ

 

 

 

การเริ่มต้นกระดานของโคน

โคนทำหน้าที่เป็นเสมือนนายทัพนายกองบงการการรบรองมาจากขุน ดังนั้นการเดินของโคนต้องพยายามหาทางปลอดที่สุด ให้โคนมีโอกาสเข้าไปก่อกวนฝ่ายตรงข้ามได้มากที่สุด แม้ฝ่ายตรงข้ามจะขึ้นเบี้ยสูงจนเม็ดต้องถูกฝ่ายตรงข้ามทำท่าจะกินเอาตามแบบการเดินเบี้ยสูง โคนจะทำหน้าที่คุ้มกันเม็ดอีกต่อหนึ่ง โดยวางไว้ที่ ค๗ และ ฉ๗ ตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัว นอกจากนี้เบี้ยดำ - ช๖ อาจขยับไป ช๕ เพื่อเปิดทางให้โคนยืนแทนหรือแทรกไปที่ ฉ๕ ในเวลาต่อมา เพื่อเป็นการคืบหน้า หากฝ่ายขาวมีจุดโหว่ที่ จ๔ ทางหนึ่งและถ้าทิ่มเบี้ยดำ - ญ๖ ไป ญ๕ แล้ว จะเป็นการป้องกันไม่ให้เบี้ยขาว - ช๓ กระเถิบขึ้นมาแทงโคนยามเมื่อฝ่ายดำจะวางโคนที่ ฉ๖

 

ทางเดินของโคน

 

 

การเริ่มต้นกระดานทางของม้า

การเริ่มต้นเดินของม้ามี ๓ ลักษณะ

 

๑. ม้าเทียมรถ

 

เป็นการเดินโดยกำหนดให้ม้าทั้งคู่มาอยู่เคียงกัน ที่ม้าดำ - ข๘ ไป ง๗ และม้าดำ - ช๘ ไป จ๗ และม้าดำ - จ๗ อาจเดินต่อเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้ามที่ ค๖ เป็นการป้องกันการทิ่มของเม็ดขาวได้เป็นอย่างดี ถ้าม้าดำ - จ๗ ขึ้นมาวางที่ ค๖ เรียกว่า "ม้าถ่างแดก"

 

ม้าเทียมรถ

 

 

๒. ม้าผูก

 

เริ่มจากขึ้นด้วยม้าดำ - ข๒ ไป ค๖ และม้าดำ-ช๘ ไป จ๗ เป็นการผูกประสานกันระหว่างม้าทั้งสอง การขึ้นเช่นนี้ทำให้มีโอกาสทำการได้เต็มที่เมื่อได้ทาง เพราะม้าดำ - ค๖ อาจป้องกันเบี้ยขาว - ก๓ ที่จะมา ก๕ ทำให้เรือดำ - ก๘ เดินได้ไม่ถนัด ฝ่ายดำจะทำการไม่เต็มที่ เพราะต้องระวังเบี้ยดำ - ก๖ หากม้าดำยืนแบบนี้ เบี้ยขาว - ข๓ จะขึ้นมาที่ ข๔ เพื่อสนับสนุนเบี้ยขาว - ก๕ ไม่ได้ เพราะอาจเสียเปรียบเมื่อทำลายกัน

 

ม้าผูก

 

 

๓. ม้าขโมย

 

เกิดขึ้นเมื่อม้าดำ - ข๘ ไป ง๗ , ฝ่ายเบี้ยขาว - จ๓ ไป จ๔ , เบี้ยดำ - ง๖ ไป ง๕ , เบี้ยขาว - ฉ๓ ไป ฉ๔ เมื่อเอาม้าดำไปวางที่ ค๕ จะเข้า ๒ ลักษณะ คือม้าดำกินสองเบี้ยขาว - จ๔ หรือกินเบี้ยขาว - ข๓ แล้วคร่อมเรือกับโคนเอาไว้

ในกรณีเช่นนี้ส่วนใหญ่ฝ่ายขาวจะเอาเบี้ยขาว - จ๔ กินเบี้ยดำ - ง๕ แล้วกินเบี้ยดำ - จ๖ ต่อ เพื่อเป็นเบี้ยหงาย แล้วขยับเบี้ยขาว - ฉ๔ ไป ฉ๕ เพื่อผูกรักษากันไว้ปล่อยให้ม้าดำ - ค๕ กินเบี้ยขาว-ข๓ แล้วกินเรือขาว - ก๑ ต่อไป จากนั้นฝ่ายขาวจึงเดินโคนขาว - ค๑ ไป ข๒ ม้าดำก็หมดฤทธิ์ทันที

กระบวนนี้หมากขาวจะได้เบี้ยหงายทดแทนการสูญเสียเรือ และเบี้ยหงายจะทำหน้าที่รับการบุก ของเรือและหมากอื่นๆฝ่ายดำได้เช่นกัน

 

ม้าขโมย

 

 

การเริ่มต้นกระดานทางของเรือ

ในตอนต้นกระดานเรือจะยังไม่มีบทบาทเท่าไรนัก แต่นักเล่นหมากรุกไทยส่วนใหญ่ มักจะเดินในแนวเดียวกันคือ ไม่ว่าขุนฝ่ายตรงข้ามจะตั้งอยู่ที่ไหนมักเอาเรือไปกดตรงกับที่ขุนอีกฝ่ายวางอยู่เสมอ เพราะหากว่ามีการกดหน้าขุนไว้เช่นนี้ฝ่ายตรงข้ามต้องระวัง เพราะเม็ดหรือม้าที่อยู่หน้าขุนป้องกันไม่ให้ถูกรุกนั้น ไม่สามารถจะทำการกับเรือฝ่ายตรงข้ามได้เลย ไม่ว่ากรณีใดๆนักเล่นหมากรุกที่เก่งๆ เคยแพ้ฝ่ายตรงข้ามเพราะเรือกดหน้าขุนนี่เอง

 

ทางเดินของเรือ

 

 

การเริ่มต้นกระดานทางของขุน

ระยะแรกของการขึ้นหมาก ขุนกับเม็ดหรือโคน ต้องทำหน้าที่เกี่ยวพันกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะเม็ดทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของขุน โคนทำหน้าที่แม่ทัพป้องกันรักษาขุนไม่ให้เข้าตาจน และหาช่องเจาะโจมตีฝ่ายตรงข้าม ขุนจึงมีแนวทางเดินตอนเริ่มต้น ๒ แบบ

 

 

๑. ขุนอยู่ใต้เม็ด

 

กรณีนี้ขุนจะอยู่กลางกระดานใต้เม็ดอีกที ความดีของการขึ้นแบบนี้คือ ขุนสามารถบงการรบได้ทุกแนวทาง เพราะตั้งอยู่ตรงกลางกระดาน โดยมีม้าโคนและเม็ดทำการปกปักษ์รักษาขุนอีกต่อ แต่ไม่เป็นการดีหากฝ่ายตรงข้ามเอาเรือมากดหน้าขุนไว้ และพยายามทำลายบริเวณทางเดินหน้าขุน จนกลายเป็นช่องโหว่ เมื่อขุนอยู่ตากดของเรือหรือถูกเรือกดมักเสียเปรียบฝ่ายตรงข้าม

 

ขุนใต้เม็ด

 

 

๒. ขุนอยู่ทางด้านขวาของกระดาน

 

อย่างที่รู้ว่าขุนต้องตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของเม็ด เมื่อเวลาขึ้นหมากขุนจะต้องเอียงไปทางขวา มักอยู่ที่ ฉ๗ โดยมีโคน - ช๗ ประกบและป้องกันรักษาเรือไว้อีกต่อ แม้ฝ่ายตรงข้ามจะใช้หลักเดินเบี้ยแบบกระแตแยกเขี้ยว หน้าขุนจะพังไม่ได้โดยง่าย เพราะอาจยกเบี้ย-ช๖ ไป ช๕ และเรือก็ได้รับการผูกจากโคน-ช๗ ไว้ด้วยแล้ว หน้าขุนประเภทนี้ถูกทำลายลงได้ยาก กลายเป็นบ้านของขุนพักอาศัยได้เป็นอย่างดี

 

ขุนขวา

 

 

 

the eNd poor นำเสนอ
เนื้อหา
เคล็ดการเล่น
the eNd poor Up Date

 

เอกลักษณ์หมากกระดานของไทย หมากรุกไทย ที่มี ลักษณะเฉพาะ บ่งบอกถึงวัฒนธรรมไทย และภูมิปัญญา ของคนรุ่นก่อน ที่ไม่ควรให้สูญหาย...

 

the end poor แนะนำ

 

เติมเงินออนไลน์

 

AGEA Forex

 

ลงโฆษณาด้านข้าง

 

 

สถิติเว็บ the eNd poor

 

ปริมาณผู้เยี่ยมชมเว็บ theNpoor.ws

 

 

ต้องการลงโฆษณาที่เว็บนี้

คลิกอ่านรายละเอียด

 

ดูโฆษณาแล้วมีรายได้ ลงโฆษณา ฝากขายที่ดิน

 

อ.อุทัย จ.อยุธยา ราคา 2.5 ล้านบาท ขายบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เลียบถนนวงแหวน บางนา - บางปะอิน แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพ ราคา 11.9 ล้านบาท

 

หน้าหลัก | กลุ่มงานออนไลน์ | กลุ่มนานาสาระ | กลุ่มบริการของเว็บ | กลุ่มสินค้าในเว็บ | ผู้จัดทำเว็บ