"ยงฺกิญฺจิ สมุทฺยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ."
( ยังกิญจิ สมุททะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมัง ฯ )
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ฯ
( พุทธภาษิต )
๐ เราเกิดมา จากไหน ใครไม่รู้ จะตายเช้า หรือสาย บ่ายหรือเย็น | จะไปสู่ แห่งไหน ใครไม่เห็น ไม่มีเว้น ทุกคน จนปัญญา ฯ |
ชีวิตของคนเรา จะเดินไปทางไหนนั้น แล้วแต่กรรมลิขิต คือ แล้วแต่กรรมที่เราทำไว้ จะเขียน หรือขีดเส้นทาง ให้เราเดิน หนทางสำหรับเดินนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๗ สายด้วยกัน คือ
๑. ไปนรก ส่วนมากไปเพราะ โทสะความโกรธ พยาบาท
๒. ไปเป็นเปรตอสุรกาย ไปเพราะ โลภะความโลภ ทุจริต คดโกง
๓. ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปเพราะ โมหะความหลง ห่วงหวงสมบัติ สามี ภรรยา ลูก หลาน
๔. ไปเป็นมนุษย์ ไปเพราะ ศีล ๕ กุศลกรรมบท ๑๐
๕. ไปสวรรค์ ไปเพราะ มหากุศลจิต ๘ ดวง ที่มี หิริ-โอตัปปะ (ความละอาย และเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว) เป็นประธาน เช่น การให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม เรียนธรรม สอนธรรม สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลา หรือสิ่งอัน เป็นสาธารณประโยชน์ทั้งหลาย
๖. ไปพรหมโลก ๒๐ ชั้น ไปเพราะ การเจริญสมถะ มีกรรมฐาน ๔๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์ จนได้ฌานมีปฐมฌานเป็นต้น
๗. ไปนิพพาน ไปเพราะ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน กำหนดรูปนามขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์
๐ ถ้าปล่อยก็ว่าง ถ้าวางก็เบา ถ้าเอาก็หนัก
๐ โลภมากนัก มักจะเกิด กำเนิดเปรต ห่วงเมียลูก ผูกสมัคร รักอาลัย รักโลภนี้ ชี้ภพหน้า คราดับจิต น่าสมเพช เปรตวิสัย ไม่สำราญ | รักหวงมาก ก็เป็นเหตุ เปรตวิสัย ของเครื่องใช้ หากยึดหน่วง เหมือนบ่วงมาร เหมือนอมิตร ผลักส่ง ลงสถาน ขอเชิญท่าน จงคลายเหตุ เป็นเปรต เทอญ ฯ |












